อ่างศิลา 133 ปี


ขอเชิญร่วมงาน อ่างศิลา 133 ปี  ณ จังหวัดชลบุรี

รายละเอียด

อ่างศิลาในปัจจุบัน คนพื้นที่ดั้งเดิมเรียกกันว่า “อ่างหิน” สมัยรัชกาลที่ 3 ชาวตะวันตกและคนบางกอก มาพักตากอากาศกันมาก ชื่ออ่างหินก็เริ่มเปลี่ยนแปลงให้ดูเป็นสากลมากขึ้น โดยมีหลักฐานบันทึกถึงชื่อ “อ่างศิลา” ดังนี้…

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี ได้ประทับแรมที่อ่างศิลา โดยมีลายพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2419  พรรณนาอ่างศิลา ตอนหนึ่งว่า

“…เรียกชื่อว่าอ่างศิลานั้น เพราะมีแผ่นดินสูงเป็นลูกเนิน มีศิลาก้อนใหญ่ๆ เป็นศิลาดาด และเป็นสระยาวรี อยู่ 2 แห่งๆหนึ่งลึก 7 ศอก กว้าง 7 ศอก ยาว 10 วา แห่งหนึ่งลึก 6 ศอก กว้าง 1 วา 2 ศอก ยาว 7 วา เป็นที่ขังน้ำฝน น้ำฝนไม่รั่วซึมไปได้

ท่านเจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบตี เห็นว่าเป็นประโยชน์กับคนทั้งปวงจึงให้หลวงฤทธิ์ศักดิ์ชลเขตร ปลัดเมืองชลบุรี เป็นนายงานก่อเสริมปากบ่อกั้นน้ำ มิให้น้ำที่โสโครกกลับลงไปในบ่อได้ ราษฎร ชาวบ้านและชาวเรือไปมาได้อาศัยใช้น้ำฝนในอ่างศิลานั้น บางปีถ้าฝนตกมาก ถ้าใช้น้ำแต่ลำพังชาวบ้านก็ได้ใช้น้ำทั้งสองแห่งและบ่ออื่นๆ บ้างพอตลอดปีไปได้ บางปีฝนน้อย ราษฎรได้อาศัยใช้แต่เพียง 5 เดือน 6 เดือน ก็พอหมดน้ำในอ่างศิลา แต่น้ำในบ่อแห่งอื่นๆ ที่ราษฎรขุดขังน้ำฝนไว้ใช้นั้น มีอยู่หลายแห่งหลายตำบล ถึงน้ำในอ่างศิลา สองตำบลนี้แห้งไปหมดแล้วราษฎรก็ใช้น้ำบ่อแห่งอื่นๆ ได้จึงได้เรียกว่า “บ้านอ่างศิลา” มาจนถึงทุกวันนี้”

ปัจจุบันอ่างศิลายังเป็นชุมชนชาวประมง มีสินค้าอาหารทะเลแปรรูปจำหน่ายมากมาย รวมทั้งมีสินค้าหัตถกรรมขึ้นชื่อคือ ครกหิน และผ้าทออ่างศิลา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมารับประทานอาหารทะเล และซื้อของฝากกันมาก

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในอ่างศิลา

พระตำหนักมหาราช พระตำหนักราชินี

เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “อิทธิพลทางตะวันตกแบบเมืองขึ้น” ตึกทั้งสองหลังนี้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ในระหว่างที่ทรงสำเร็จราชการแทน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จประพาสยุโรป พระราชทานนามตึกหลังใหญ่ว่า “ตึกมหาราช” ตึกหลังเล็กว่า “ตึกราชินี”  กรมศิลปากรได้ประกาศให้ตึกทั้งสองหลังขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539

วัดอ่างศิลา

เดิมชื่อ “วัดนอก” ตั้งอยู่ใกล้กับ “วัดใน” ภายหลังรวมกันเป็น วัดอ่างศิลา พระอุโบสถของวัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2243 อายุกว่า 300 ปี ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากนี้ ยังมีหมู่เจดีย์ 3 องค์ และมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอีกด้วย ปัจจุบันวัดอ่างศิลาเป็นที่รู้จักของนักสะสมพระปิดตา และหลวงปู่หิน ซึ่งเป็นที่สักการะและนับถือของชาวอ่างศิลา

สะพานปลาอ่างศิลา

เดิมเรียกว่า “สะพานหิน” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาดีกรมท่าสร้างสะพานหินให้ยาวออกไปในทะเลจนพ้นเขตศิลาใต้น้ำ ปัจจุบันเป็นท่าเทียบเรือประมงขององค์การสะพานปลา มีสินค้าท้องถิ่นและอาหารทะเลจำหน่ายหลากชนิด

ฟาร์มหอย

มีการเพาะเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมลองภู่  ฟาร์มหอยนางรม เป็นหอยนางรมปากจีบ เลี้ยงแบบพวงอุบะแขวน โดยแขวนใต้นั่งร้านไม้ไผ่ ส่วนฟาร์มหอยแมลงภู่ เลี้ยงแบบปักหลักลงใต้น้ำทะเล

จุดแวะชมค้างคาว ป่าโกงกาง

เป็นป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง มีค้างคาวแม่ไก่ อาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนบริเวณป่าโกงกางเป็นจำนวนมาก

ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื้อ

อยู่ระหว่างทางจากตลาดอ่างศิลา ไปเขาสามมุข สร้างขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2534 เดิมสร้างเป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก บนเนื้อที่ 200 ตารางวา เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2541  สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จมาเป็นประธานพิธีเททองหล่อพระพุทธ 7 องค์ และประทานนามศาลเจ้าแห่งนี้ว่า “วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม” โดยมีการขยายอาคารและเนื้อที่ รวม 25 ไร่

ตลาดอ่างศิลา

เดิมตลาดอ่างศิลามีถนนเพียงสายเดียว สร้างในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ พ.ศ. 2501 ต่อมาจึงมีการสร้างถนนสายลงทะเลขึ้นอีกสายหนึ่ง และเชื่อมต่อยาวไปจนถึงเขา สามมุข อาคารบ้านเรือนทั้งสองฝั่งถนนในตลาดเก่ามีจำนวนประมาณ 180 หลัง ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาในเขตอ่างศิลาประกอบด้วยหินแกรนิตซึ่งมีสีขาวนวลและ สีเหลืองอ่อน มีความแกร่งมาก ทำให้เกิดเป็นอาชีพการทำ “ครกหิน” ปัจจุบันเป็นสินค้าที่ระลึกที่ขึ้นชื่อที่สุดของอ่างศิลา

ใน ปี 2552 อ่างศิลามีอายุ 133 ปี ชาวอ่างศิลาได้ร่วมกันฟื้นฟูบรรยากาศตลาดเก่าให้คึกคัก โดยมีสินค้าอาหารมาจำหน่ายมากมายในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา 10.00 – 19.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะกรรมการตลาดเก่า อ่างศิลา 133 ปี  โทร. 0 3839 8497, 08 0993 6743

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged | Leave a comment

ดำน้ำจังหวัดชลบุรี

ดำน้ำจังหวัดชลบุรี

ดำน้ำจังหวัดชลบุรี (ททท.)

จังหวัด ชลบุรี อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียง 81 กิโลเมตร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวทะเลของครอบครัวคนกรุง และปฐมบทของนักดำน้ำลึกหลายๆคน ที่ต้องมาสอบภาคสนามที่นี่ ชลบุรีมีเกาะหาดทรายมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นที่แสมสาร บางแสน หรือพัทยา และต่างเป็นจุดดำน้ำที่หลายคนอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่ามีอะไรให้ค้นหาในใต้ทะเล สีครามแห่งนี้

แสมสาร เป็น แหล่งที่นักตกปลาชื่นชอบขณะเดียวกันนักดำน้ำที่แสวงหาความตื่นเต้นก็ชอบที่ จะไต่ระดับความลึกลงไปหาซากเรือจมที่เป็นผลจากสงครามในยุคก่อน

หินหลักเบ็ด หรือหินสันฉลาม จุดดำน้ำนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นของปะการังแข็ง กัลปังหา และดอกไม้ทะเลเป็นดงกว้างที่ความลึก 20-45 ฟุต

เกาะนก แนวปะการังของเกาะนกอยู่ที่ด้านใต้ บริเวณนี้มีกัลปังหาพัด กัลปังหาพุ่ม แส้ทะเล ปะการังเขากวาง ปะการังขนนก ฝูงปลานานาชนิดและกระเบนขนาดใหญ่

เกาะจาน เป็นจุดดำน้ำที่มีทั้งปะการังแข็งและปะการังอ่อนหลากสี กัลปังหาพัด กัลปังหาพุ่ม แส้ทะเล นอกจากนี้สามารถพบหอยหลายชนิด รวมทั้งปลาดาวหลากสีสัน

หินเรือดำน้ำ อยู่ทางตะวันออกของเกาะคราม ที่อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือราว 800 เมตร  หินเรือดำน้ำวางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก คล้ายกับหอสะพานเดินเรือของเรือดำน้ำ แนวตะวันออก ปะการังอยู่ที่ความลึก 15-60 ฟุต ทางตะวันตกเป็นแหล่งกัลปังหาพัด ฟองน้ำ และปะการังแข็ง บางจุดมีกัลปังหารวมตัวกันหนาแน่น หากโชคดีนักดำน้ำอาจพบเต่าทะเลด้วย

เรือจมเพชรบุรีบรามัน (BREMEN) อยู่ห่างจากหินเรือดำน้ำไปทางใต้ราว 3.2 กิโลเมตร เรือจมลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 เป็นเรือบรรทุกสินค้า มีความยาว 110 เมตร ตัวเรือจมอยู่ในความลึกระหว่าง 40-80 ฟุต บริเวณตะวันออกของปลายเกาะครามด้านใต้  ตัวเรือตั้งอยู่บนพื้นทราย มีร่องรอยความเสียหายค่อนข้างมากจากเหตุระเบิดจนจมลง ดาดฟ้าเรือจะมีปะการังหลายชนิด โดยเฉพาะแส้ทะเล และปะการังพุ่มบางชนิด นอกจากนั้นยังมีปลาอีกหลายชนิด อาทิ ปลาผีเสื้อชนิดต่าง ๆ ปลาหูช้าง ปลาไหลมอร์เรย์ ฝูงปลาสาก ปลากระเบนตัวใหญ่ ซากเรือจมปัจจุบันเป็นที่อาศัยของปะการัง กัลปังหา ฝูงปลานานาชนิด ช่วงเวลาที่จะดำน้ำทะเลบริเวณนี้ คือ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

เรือสุธาทิพย์ จุดดำน้ำนี้อยู่ทางใต้ของเกาะแสมสาร นับเป็นจุดดำน้ำเรือจมที่ดีที่สุดของอ่าวไทย  เรือสุธาทิพย์หรือที่รู้จักกันในหมู่นักดำน้ำต่างประเทศว่า Hardeep เป็นเรือกลไฟเหล็กที่บริษัทเดินเรือไทย จำกัด สั่งต่อขึ้นมาเพื่อใช้บรรทุกสินค้า  ซากเรือจมอยู่ที่ความลึก 80-90 ฟุต ผู้ที่จะดำลงไปจึงควรมีประสบการณ์พอสมควร ภายในซากเรือนักดำน้ำจะพบเห็นปลาผีเสื้อ ปลาค้างคาว ปลาเก๋า ปลากระเบน ปลาสาก ปลากระพง แหวกว่ายอยู่เป็นจำนวนมาก

พัทยา เป็น แหล่งดำน้ำลึกที่นักดำน้ำมือใหม่หลายคนต้องพิสูจน์ความกล้าในการสอบดำน้ำใน ทะเลจริง ข้อควรระวังคือจุดดำน้ำบริเวณพัทยาค่อนข้างตื้น มีความลึกราว 30-50 ฟุต แต่พื้นทะเลเวิ้งว้างจนอาจทำให้นักดำน้ำสับสนหลงทิศได้ นักดำน้ำควรใช้เข็มทิศและไม่ควรไปคนเดียว  ไส้กรอก เป็นอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นเพราะทะเลบริเวณนี้มีเรือพลุกพล่าน

เกาะล้าน เกาะสาก เกาะครก เกาะริ้น เป็นจุดที่นอกจากจะมีแนวปะการังแล้วยังมีสัตว์น้ำและปลานานาชนิดที่น่าตื่น ตาตื่นใจ คือบริเวณถัดออกไปจากแนวปะการัง ราวห้าสิบเมตรจากฝั่ง จะมีสัตว์น้ำหลายชนิดที่หาได้ยากในบริเวณอื่นของทะเลไทย อาทิ ดอกไม้ทะเลหนวดยาว กุ้งดอกไม้ทะเล รวมถึง ปลาผีเสื้อกลางคืน ที่เกาะริ้น มีปลาใหญ่ ฟองน้ำครก และแส้ทะเลจำนวนมาก  ส่วนที่เกาะล้านมีหอยเบี้ยให้ดู และอาจพบเต่าทะเลได้ด้วย

นอกจากนี้ที่เกาะสากบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กองทัพเรือได้จม “เรือหลวงกูด” ซึ่งเคยเป็นเรือที่ใช้ในการลำเลียงกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ ที่ความลึก 33 เมตร เพื่อให้เป็นอุทยานใต้ทะเล สำหรับเป็นจุดสนใจของนักดำน้ำอีกด้วย

หมู่เกาะไผ่ ประกอบด้วย เกาะไผ่ เกาะมารวิชัย เกาะเหลือม เกาะกลึงบาดาล หมู่เกาะนี้อยู่ในอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ อยู่ห่างจากฝั่งพัทยา 23 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำตกปลาที่ดีแห่งหนึ่ง กองทัพเรือได้จัดทำโครงการอุทยานใต้ทะเลเฉลิมพระเกียรติฯ โดยนำเรือหลวงครามไปตั้งเป็นอุทยานใต้ทะเลบริเวณเกาะไผ่ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำอีกแห่งหนึ่งด้วย

พัทยามีร้านดำน้ำมากมายให้เลือก สำหรับผู้ที่จะดำน้ำบริเวณแสมสาร สามารถติดต่อร้านดำน้ำจากพัทยา หรือในระยองได้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเช่าเรือไปเที่ยวตามเกาะต่าง ๆ สามารถเช่าเรือได้ที่บริเวณท่าเทียบเรือพัทยาใต้

การเดินทาง

รถยนต์ จากกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 34 (บางนา-ตราด) ทางหลวงหมายเลข 304 (กรุงเทพฯ-มีนบุรี) ทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) หรือทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์)

รถโดยสารประจำทาง ออกจากสถานีขนส่งเอกมัยไปพัทยา มีบริการตั้งแต่เวลา 05.00 – 21.00 น. รถโดยสารจากสถานีขนส่งหมอชิต มีบริการเวลา 06.30 – 18.30 น.

คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , , | Leave a comment

ท่องวิมานใต้ทะเล ไปกับเรือดำน้ำภิรมย์

เรือดำน้ำภิรมย์ (วิมานใต้ทะเล) เป็นเรือดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวลำแรกของพัทยา ที่นำนักท่องเที่ยวดำสู่ใต้ทะเลเพื่อชมความงามของปะการังใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะสาก ทั้งนี้ เรือดำน้ำภิรมย์ นำเข้ามาจากประเทศเบลเยี่ยม ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮโดรอิเล็คทริค ซึ่งจะใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ จึงไม่สร้างมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม ตัวเรือมีขนาดความยาว 20.61 ม. ความกว้าง 3 ม. และลึก 3.75 ม. บรรจุผู้โดยสารได้มากถึง 48 คน ดำน้ำได้ลึกถึง 100 ม. แต่ในประเทศไทยทะเลจะดำลึกประมาณ 30 ม. เท่านั้น ทั้งนี้เรือดำน้ำภิรมย์สามารถอยู่ในทะเลได้นานถึง 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง

สำหรับผู้ที่อยากลองท่องโลกใต้ทะเลมิติใหม่ จะต้องขึ้นเรือเฟอรี่ที่ท่าเรือพัทยาใต้(แหลมบาลีฮาย) ใช้เวลาเดินเรือประมาณ 30 นาที เพื่อไปยังจุดลงเรือดำน้ำที่อยู่ระหว่างเกาะล้านและเกาะสาก จากนั้นรอลงเรือดำน้ำซึ่งมีบริการเครื่องดื่ม และบริการถ่ายภาพที่ระลึกกับเรือดำน้ำ ก่อนที่เรือจะพาดำดิ่งลงสู่โลกใต้ท้องทะเลที่น่าตื่นตาอัศจรรย์ใจกับสัตว์ น้อยใหญ่ทั้งฝูงปลานานาชนิด และปะการัง

นอกจากนี้ ภายในเรือยังมีการบรรยายและถ่ายภาพเก็บความประทับใจตามแต่อัธยาศัย ตลอดการเดินเรือประมาณ 30-45 นาที โดยภายในเรือจะปรับแรงดันอากาศและมีระบบสร้างอากาศจึงสะดวกต่อการหายใจเช่นเดียวกับเครื่องบิน และหลังจากท่องโลกใต้ทะเลแล้วนักท่องเที่ยวยังได้รูปพร้อมประกาศนียบัตรเป็นที่ระลึกกลับไปอีกด้วย

สำหรับเวลาให้บริการ จะเปิดวันละ 3 รอบ คือเวลา 10.30 น. 11.30 น. และ 13.30 น. ทั้งนี้ ควรสำรองตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน วันเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์เปิดรอบเพิ่มทุกชั่วโมง   แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 40 นาที ตั้งแต่เดินทางจากฝั่งไปยังฐานใกล้เกาะสากและลงเรือดำน้ำจนกลับมายังฝั่ง

ค่าบริการ

คนไทย ผู้ใหญ่ 990 บาท เด็ก(3-12ปี) 740 บาท

คนต่างชาติ ผู้ใหญ่ 2,000 บาท เด็ก 1,500 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท วิมานใต้ทะเล จำกัด โทร. 0 3841 5234 หรือคลิกไปที่    www.thaisubmarine.com

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Leave a comment

สวนป่าพนารักษ์

สวนป่าพนารักษ์ เป็นสถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และทัศนศึกษา เพราะมีพันธุ์ไม้ใหญ่น้อยกว่า 1,000 ชนิด ที่ผสมผสานกับลำธารและหนองน้ำใหญ่ที่ขุดไว้ถึง 5 สระ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำใสตลอดทั้งปี มีถนนวกวนลัดเลาะแนวป่าให้ท่านเดินชมทัศนียภาพที่สวยงามได้รอบสวน

ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวต้องการออกกำลังกายไปพร้อมกัน ทางสวนก็มีจักรยาน เรือถีบ เรือพาย ไว้คอยบริการ และถ้าท่านชอบกีฬาว่ายน้ำ ทางสวนก็มีสระว่ายน้ำที่ทันสมัยแบบระบบนวดตัวด้วยกระแสน้ำวน นอกจากนี้ท่านยังได้พักผ่อนอย่างเพลิดเพลินกับกีฬาตกปลาน้ำจืด ในบ่อตกปลาขนาดใหญ่ที่ชุกชุมไปด้วย ปลาใหญ่น้อยมากมาย

อัตราค่าบริการ

คนไทย ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท
ชาวต่างประเทศ 30 บาท

การเดินทาง

สวนป่าพนารักษ์ ตั้งอยู่บนถนนพรประภานิมิตร โดยแยกซ้ายจากถนนสุขุมวิท ตรงหลักกิโลเมตรที่ 145 เข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

เว็บไซต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged | Leave a comment

เขาพระตำหนัก หรือเขาพระบาท

http://www.gochonburi.com/admin/place_img/place110-l_2.jpg

เขาพระบาท หรือเขาพระตำหนัก (บ้างเรียกเขาพัทยา) อยู่ระหว่างพัทยาใต้กับหาดจอมเทียน มีลักษณะเป็นภูเขาเตี้ยๆ มีทางลาดยางขึ้นไปตลอดจนถึงยอดเขา มีจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมืองพัทยาสามารถมองเห็นหาดรูปโค้งคล้ายวงพระจันทร์ของหาดและความเจริญของอาคารบ้านเรือนโดยรอบได้อย่างชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะขึ้นมาอย่าไม่ขาดสาย พัทยา โดยเฉพาะเวลากลางคืน แสงไฟของเทืองจะสว่างไสวสวยงามน่าชม

ปัจจุบันเขาพระบาทได้รับการพัฒนา ให้เป็นสถานที่ตั้งของสถานีวิทยุ ส.ทร. 5 ของทหารเรือและ มีบริเวณเชิงเขามีสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนออกกำลังกาย ชื่อว่า “สวนเฉลิมพระเกียรติ” เป็นสวนสาธารณะขนาดเล็ก เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ประดับด้วยไม้ดอกนานาชนิด และที่ตั้งของสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ บนยอดเขามีพระพุทธสุโขทัยชลทานซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางมารวิชัย และพระรูปจำลองพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ประดิษฐานอยู่

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมเขาพระตำหนักได้เวลา 07.00 -22.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thaigoodview.com
pattayadailynews.com
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
เว็บไซต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , , | Leave a comment

ปราสาทสัจธรรม ปราสาทไม้ใหญ่ที่สุดในโลก



ปราสาทสัจธรรม (The Sanctuary of Truth)
เป็นสถาปัตยกรรมไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณแหลมราชเวช ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ชาวบ้านเรียกชื่อปราสาทแห่งนี้โดยทั่วไปว่า “วังโบราณ” หรือ “ปราสาทไม้” เป็นปราสาทไม้ริมทะเลที่อลังการตระการตา งดงามด้วยประติมากรรมและลวดลายแกะสลักที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ ภูมิปัญญา คุณธรรมและปรัชญาของคนในโลกตะวันออก และศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของมนุษย์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาในฐานะเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
โดยเน้นหลักสำคัญคือ ก่อกำเนิดทั้ง 7 คือ ฟ้า ดิน พ่อ แม่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว และคุณธรรมข้อประพฤติปฏิบัติทั้ง 4 คือ

เทวดาถือดอกบัว หมายถึง ตั้งหลักให้กับโลก – ศาสนา
เทวดาอุ้มเด็กจูงคนชรา หมายถึง ให้ชีวิตแก่มนุษย์ – การสืบต่อ
เทวดาถือหนังสือ หมายถึง ต่อเนื่องปรัชญาอมตะ – ปัญญา
เทวดามีนกพิลาปเกาะมือ หมายถึง เพื่อความสงบสุขของโลก – สันติภาพ

คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ได้เริ่มออกแบบ และก่อสร้างปราสาทสัจธรรมด้วยไม้ทั้งหลัง ในปี พ.ศ.2524 โดยใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบไทย หรือใส่สลักไม้ นับเป็นงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแห่งศตวรรษ ซึ่งได้รับรางวัลประเภทรายการแหล่งท่องเที่ยวดีเด่น จากรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประจำปี พ.ศ. 2551

นอกจากสถาปัตยกรรมชั้นยอด ยังมีกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ ที่น่าสนใจไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีก ไม่ว่าจะเป็น ขี่ม้า นั่งรถม้า ขี่ช้างชมปราสาทสัจธรรม ขับเรือเร็ว นั่งเรือเร็วชมปราสาททางทะเล ขับรถเอทีวี กระโดดหอ ทอสอบกำลังใจและกิจกรมกลางแจ้งอื่น ๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00น.-17.00น. รอบสาธิตการฝึกโลมา แสดงทุกวัน เวลา 11.30 น. และ 15.30 น ค่าเข้าชมท่านละ 500 บาท

ติดต่อสอบรายละเอียดล่วงหน้าได้ที่ โทร. 038-367-229,038-367-915 หรือเว็บไซต์ www.sanctuaryoftruth.com

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
, pattayadailynews.com

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , | Leave a comment

หมู่บ้านช้าง พัทยา

ใครที่รักช้าง ชอบช้างฟังทางนี้… หากคุณมีโอกาสมาเยือนเมืองพัทยา ต้องไม่พลาดแวะหมู่บ้านช้าง เพราะที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทุกวันจะมีการแสดงของช้างและการแสดงการจับช้างป่า

ทั้งนี้ หมู่บ้านช้าง เป็นสถานที่ฝึกฝนช้างบ้านเพื่อกิจกรรมการท่องเที่ยว ฝึกให้รู้จักแสดงต่างๆ การพานักท่องเที่ยวนั่งช้างท่องเที่ยวรอบนอกของเมืองพัทยา ช้างที่เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นช้างที่เคยทำงานในป่ามาก่อน ปัจจุบันนี้งานในป่าลดน้อยลงเลยเปลี่ยนมาฝึกหัดให้บริการนักท่องเที่ยว มีรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ คุณยังจะได้้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตของช้าง และวิถีชิวตที่ผูกพันระหว่างคนกับช้าง เช่น การให้อาหาร ช้างสอนคน คนฝึกช้างให้ทำงาน การนั่งช้างชมทัศนียภาพภูเขา และทะเลสาบเดินป่า ล่อแพ นั่งเกวียน ฯลฯ

การแสดงโชว์

1. ท่องเที่ยวแบบครบวงจร (เดินทางไปกับช้าง, เดินทางท่องเที่ยวในป่า, ล่องแพ, นั่งเกวียน, อาหารเช้า หรืออาหารเย็น เวลา 10.30 น. – 16.00 น.
2. โชว์ช้าง ใช้เวลา 90 นาที เวลา 14.30 น. – 16.00 น.
3. นั่งช้างท่องเที่ยว ใช้เวลา 60 นาที สามารถนั่งชมได้ตลอดเวลาทำการ

อัตราค่าเข้าชม

- การแสดงช้าง มีวันละ 1 รอบ เวลา 14.30 น. ค่าเข้าชมท่านละ 250 บาท

- บริการขี่ช้างชมป่าวันละ 4 รอบ คือ เวลา 08.30 น. 10.00 น. 12.00 น. และ 16.00 น. คิดราคา ท่านละ 600 บาท

การเดินทาง

จากถนนสุขุมวิทเข้าถนนพรประภานิมิตรมา (เส้นทางเดียวกับสวนป่าพนารักษ์ และสยาม คันทรีคลับ) ประมาณ 5 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางไปมาบยายเลีย 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ 48/120 หมู่ 7 ตำบลหนองปรือ ถนนพรประภานิมิตร

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

โทรศัพท์ : 0-3842-8648
เว็ปไซต์ : www.elephant-village-pattaya.com

ขอขอบคณข้อมูลและภาพประกอบจาก
- pattayadailynews.com
- elephant-village-pattaya.com

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , | Leave a comment

บ้านสุขาวดี…วิมานบนดิน




บ้านสุขาวดี
เป็นคฤหาสน์ริมทะเลพัทยา  ตั้งอยู่บริเวณชายทะเล อำเภอบางละมุง บนเนื้อที่กว่า 80 ไร่  ตัวบ้านเป็นสถาปัตถกรรมประยุกต์แบบโรมันที่ใช้โทนสีชมพูและฟ้าเป็นหลัก ภายในมีการตกแต่งที่หรูหรา ด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่โดดเด่นสไตล์ยุโรป เปิดให้นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจเข้าชม บ้านสุขาวดีเป็นบ้านของคนไทย โดยเจ้าของคือ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ  เจ้าของธุรกิจสหฟาร์ม  

 ประวัติของบ้านสุขาวดี

บ้านสุขาวดี เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2543 บนเนื้อที่ 12 ไร่  ติดถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 129 ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางละมุง ประมาณ 1 กิโลเมตร  มีชายหาดยาว 400 เมตร ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 80 ไร่

“บ้านสุขาวดีเปิดกว้างขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ผู้มีโอกาสได้มาสัมผัสเป็นเจ้าของร่วมกันและได้ค้นพบถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ควรสักการะ อาทิเช่น พระพุทธเจ้าปางประสูติ , พระแม่กวนอิม , พระเจ้าตากสินมหาราช , รัชกาลที่ 5 , กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือพระบิดาแห่งราชนาวีไทย เป็นต้น  ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ถูกกำหนดขึ้นอย่างมีดีไซน์ ประกอบด้วยศาสตร์ และศิลป์อย่างลงตัว  สมดุล และมีเหตุมีผล ด้วยบรรยากาศเงียบสงบ แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้ และภูมิทัศน์ที่งดงาม และยังมีอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม  ด้วยอำนาจของความรัก ความเมตตา ของผู้สร้างซึ่งไม่เคยยอมแพ้และไม่ยอมให้ความจนเป็นข้อจำกัดในชีวิต ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจ หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแง่คิดที่จะนำพาท่านไปสู่จุดหมาย” ดร.ปัญญา

  

 บ้านสุขาวดี ประกอบด้วยอาคารหลักๆ ดังนี้

1. อาคารพระแม่กวนอิม (Main building & Goddess of Mercy) 
2. อาคารโดมพระ (Buddha tower) 
3. ศาลหลักเมือง (Sukhawadee?s Pillar Shrine) 
4. ความลับสวรรค (Yin – Yang Zone) 
5. อาคารพุทธบารมี (Buddhabaramee/Convention Hall) / เวที่เฉลิมพระเกียรติ (Royal Chalermprakiet stage) 
6. โดมละหมาด (Salah Dome ) / อาคารไอริสโซเฟีย (Airis Sophia?s souvenir shop ) 
7. สหฟาร์มสเตชั่น (Saha Farm Station) 
8. จุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ( Saha Farm Kitchen & Restaurant) 
9. อาคารสโมสร (Club House) 
10. อาคารสัจธรรม (Hall of Truth) 

ทั้งนี้ บ้านสุขาวดีเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปเที่ยวชมความงามในวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. เฉพาะบริเวณด้านนอกของบ้าน แต่ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะเปิดให้เข้าชมภายในตัวบ้าน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. และยังสามารถขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าเพื่อเข้าไปสักการะเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งได้รับการล่ำลือว่าศักดิ์สิทธิ์ขอพรสิ่งใดก็ได้ดังปรารถนา

 อัตราค่าเข้าชม

ผู้ใหญ่ – บุคคลทั่วไป 200 บาท
เยาวชน นักเรียน นักศึกษา 50 บาท
นักบวช พระภิกษุสงฆ์ และเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร ไม่เสียค่าผ่านประตู

 ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 01-572-4067, 09-813-2971, 038-223454

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
, sukhawadee.com
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก 
pattayadailynews.com 

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , | Leave a comment

ตลาดน้ำ 4 ภาค ของดีพัทยา

ตลาดน้ำสี่ภาค

ตลาดน้ำสี่ภาค

ตลาดน้ำสี่ภาค

ของดีพัทยา ตลาดน้ำสี่ภาค (ไอเอ็นเอ็น)

ตลาดน้ำสี่ภาคถือว่าของดีที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แม้การท่องเที่ยวในภาพรวมจะซบเซาแต่ที่นี่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่อง เที่ยวแวะเวียนมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย

การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย จากกรุงเทพ เข้าถนนสุขุมวิท เลยพัทยาใต้ไปสักหน่อยก็จะเห็นเรือนไทยพร้อมป้ายขนาดใหญ่เด่นเป็นตระ ง่านอยู่ทางซ้ายมือ มีซุ้มประตูน้ำต้อนรับท้าทายให้เราเดินเข้าไปท่ามกลางอากาศร้อนที่อบอ้าว สิ่ง แรกที่เราพบเห็นคือ หมู่เรือนไทยท่ามกลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นเป็นคลองเล็กคลองน้อย มีสะพานไม้ทอดเลียบไปให้เดินสัมผัสกับร้านค้าจำหน่ายของพื้นเมืองจากภาค ต่างๆ เดินผ่านเข้าไปจะมีซุ้มเรือนไทยประดิษฐานพระพิฆเนศแกะสลักจากไม้ขนาดใหญ่ให้ไหว้บูชา

ตลาดน้ำสี่ภาค

ตลาดน้ำสี่ภาค

ตลาดน้ำสี่ภาค

ขณะที่ บนสายน้ำมีเรือจอดเทียบจำหน่ายอาหารนานาชนิดๆ ส่งกลิ่มหอมเย้ายวนให้เลือกซื้อมาลิ้มลอง ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ไข่ปลาหมึกย่าง ไข่กระทะ ผลไม้นานาชนิด ที่จำหน่ายในราคาคนไทยแบบไม่แพงจนรับไม่ได้

หากเหนื่อยล้าไม่คิดจะย่างเท้ายังมีบริการล่องเรือให้สัมผัสวิถีชีวิตพื้นบ้าน แบบไทยๆ อย่างใกล้ แต่หากมีแรงเดินต่อบนสะพานไม้ที่ทอดยาวไปจะมีร้านค้าจำหน่ายของแปลกๆ แต่เราอาจจะชินตาจากตลาดน้ำอัมพวาวางขายอยู่เป็นระยะ ทั้งร้านของเล่นที่ย้อนไปสมัยพ่อแม่เราเป็นเด็ก ที่ทำให้เพลิดเพลินให้เลือกซื้อหาไม่น้อย

ตลาดน้ำสี่ภาค

แต่แล้วก็ต้องมาสะดุดกับนักดนตรีแปลกๆ กลุ่มนี้ที่บรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เดินต่อไปจนเกือบสุดทางฝูงแพะร้องเชิญชวนให้เราซื้อนมป้อน จนใครหลายคนอดใจไม่ไหวต้องควักกระเป๋าจนได้ นอกจากนี้ ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยายังมีการแสดงวัฒนธรรมไทยไว้ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติได้รับชม ทั้งฟ้อนรำจากภาคต่าง ๆ หากคิดสนุกจะร่วมแข่งมวยทะเลที่ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์ลั่นก็ได้

ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยาเปิดแต่สายๆ จนถึงดึกเที่ยงคืน หากมาในเวลากลางวันอย่าลืมพกร่มหรืออุปกรณ์คลายร้อนมาด้วยนะคะ

ตลาดน้ำสี่ภาค

ตลาดน้ำสี่ภาค

ปิดท้ายทริปพัทยาครั้งนี้ด้วยจุดชมวิวเขาพระตำนัก ซึ่งถือว่าหากใครมาพัทยาแล้วไม่ขึ้นมาชมความสวยงามของวิวมุมสูงที่นี้ ถือว่ามาไม่ถึงพัทยาเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้คือแค่ ส่วนหนึ่งของพัทยา ที่มีหลายสิ่งให้ท่องเที่ยวนอกจากแสงสียามค่ำคืน ไทยเที่ยวไทยจึงเป็นอีกหนทางที่เราจะช่วยกันกู้วิกฤตเศรษฐกิจของชาติเราค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

พาเที่ยวโดย : อารมย์ สมวงศ์

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , | Leave a comment

อุทยานสามก๊ก


อุทยานสามก๊ก ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2538 บนเนื้อที่ 36 ไร่ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2543 และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2545 จากการริเริ่มของคุณเกียรติ ศรีเฟื่องฟุ้ง หนึ่งในนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างสถานที่แห่งนี้ให้เปี่ยมไปด้วยคุณค่าของศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและจีน อีกทั้ง เพื่อเป็นที่ศึกษาหาความรู้และดื่มด่ำกับความสวยงามของศิลปะไทย-จีนประยุกต์

การตกแต่งภายในมีการนำเสนอเรื่องราวของพงศาวดารจีนเรื่อง “สามก๊ก” ที่ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิต และคำสั่งสอนต่างๆที่เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาแก่อนุชนรุ่นหลัง นอกจากนี้ในอุทยานสามก๊ก ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพบในถ้ำแห่งหนึ่งที่จังหวัดลำพูน

สำหรับการออกแบบอุทยานสามก๊ก ทางสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตย์ ผังบริเวณ และการตกแต่งภายใน เป็นการออกแบบเชิงศิลปะสถาปัตยกรรมด้วยศิลปกรรมแบบจีน ผสมผสานอย่างลงตัวกับเอกลักษณ์ศิลปกรรมแบบไทยประยุกต์ แสดงถึงความผูกพันที่คุณเกียรติมีต่อแผ่นดินทั้งสอง ภายในอุทยานสามก๊ก ประกอบด้วยอาคาร 3 อาคาร สร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยของจีน

มีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่อุทยานสามก๊ก

อาคารประธาน

ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงที่สุดของอุทยาน เมื่อเดินเข้ามาแล้วมองตรงไป จะเห็นอาคารตั้งเด่นเป็นสง่า ภายในอาคารมีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละชั้นจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ดังนี้

ชั้นแรก จัดแสดงรูปปั้น ประวัติ ผลงาน ภาพตระกูลและจดหมายปิดผนึกของคุณเกียรติ ศรีเฟื่องฟุ้ง และจัดแสดงรูปปั้นตัวเอกในเรื่องสามก๊กจำนวน 12 รูป เช่น เล่าปี่ กวนอู ขงเบ้ง ลิโป้ ฯลฯ

ชั้น 2 และ3 จัดแสดงภาพเขียนสีน้ำมัน เขียนลงบนผ้าใบ เพื่อให้คงทนและเก็บรักษาได้คงและเก็บรักษาได้นาน โดยภาพมีความยาวถึง 100 ม. ซึ่งวาดเป็นเรื่องราวของขงเบ้งตั้งแต่เกิดจนตาย

ชั้น 4 เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ พระพุทธรูปปางประทานพร พระสังกัจจายน์ และพระตี่จั่งอ้วง นอกจากนี้ที่ระเบียงภายนอกยังเป็นจุดชมวิวของอุทยานอีกด้วย

อาคารศาลเจ้ากวนอู อยู่ ทางด้านขวามือของอาคารพระพระโพธิสัตว์พระแม่กวนอิม กวนอูเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ หล่อด้วยเรซิ่นไฟเบอร์กลาส ซึ่งนำแบบมาจากต้นฉบับเดิมที่เหมือนตัวจริงท่านมาก โดยเฉพาะหน้าที่ดูเกรงขาม มือถือง้าวไม้สักแกะสลัก

อาคารเอนกประสงค์

อยู่ทางซ้ายมือของอาคารประธาน ประกอบด้วย 18 อรหันต์ รูปปั้นฮก ลก ซิ่ว และพระสังกัจจายน์ อาคารนี้มีไว้สำหรับจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการต่างๆ

อาคารพระโพธิสัตว์กวนอิม

ตรงข้ามกับอาคารอเนกประสงค์ เป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งทำมาจากหินอ่อนขาวขนาดใหญ่ ปางประทับนั่ง รอบๆ องค์ท่านมีรูปปั้นของของท้าวจตุโลกบาล หมายถึง หัวหน้าเทวดาบนสวรรค์ชั้นจตุมหาราช ซึ่งเป็นชั้นแรกของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น มีหน้าที่ดูแลรักษาโลกในทิศทั้งสี่ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูฬหก ท้าวอสูรปักษี และท้าวกุเวส

ลานไม้โบราณ

เป็นลานไม้ที่กลายสภาพเป็นหิน มีการจัดวางไว้อย่างสวยงามกลมกลืนกับการจัดสนาม

ระเบียงจิตรกรรม

มีความยาวถึง 223.8 ม. เป็นภาพวาดกระเบื้องเคลือบดินเผาจากประเทศจีน ที่บันทึกเรื่องราวตอนสำคัญๆ ของเรื่องสามก๊กจำนวน 56 ตอน ตั้งแต่ต้นจนจบ
การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว เลี้ยวซ้ายจากถนนสุขมวิท ที่ซอยแม่ลาปลาเผา (ถนนพระประภานิมิตร) หรือซอยเนินพลับพลาหวาน ผ่านอ่างเก็บน้ำมาบประชันไปประมาณ 500 เมตร

รถประจำทาง เหมาสองแถวจากพัทยากลาง

เวลาให้บริการ

วันธรรมดา 10:00-17:00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 10:00-18:00 น.

ค่าบริการ

ชาวไทย ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 40 บาท
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 80 บาท

หมายเลขโทรศัพท์สำคัญ

เบอร์โทรศัพท์ : 038-421-429
โทรสาร : 038-421-428

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

- pattayadailynews.com
- nairobroo.com
- siamfreestyle.com

Posted in สถานที่ท่องเที่ยว | Tagged , | Leave a comment